อยู่โรงงานเหมือนกัน แจ้งข่าวด้วย สารเป็นอันตรายค่ะ
>>
www.gotoknow.org/blogs/posts/416070
ชื่อ 1,3-บิวทาไดอีน (1,3-Butadiene)
ชื่ออื่น Biethylene, Bivinyl, Divinyl, Vinylethylene
สูตรโมเลกุล C4H6 / CH2=(CH)2=CH2
น้ำหนักโมเลกุล 54.1
CAS Number 106 – 99 – 0
UN Number 1010 (stabilized)
ลักษณะทางกายภาพ ก๊าซไม่มีสี มีกลิ่นเฉพาะ บางครั้งถูกเก็บไว้ในรูปของเหลวในถังอัดความดัน
คำอธิบาย 1,3-butadiene เป็นก๊าซที่มีคุณสมบัติก่อมะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งน้ำเหลือง องค์กร IARC ได้จัดสารชนิดนี้ไว้ในกลุ่ม Carcinogen Group 1 คือมีหลักฐานการก่อมะเร็งชัดเจน สารชนิดนี้เป็นสารสังเคราะห์ที่เกิดขึ้นในกระบวนการทางปิโตรเคมี ใช้เป็นสารตั้งต้นในอุตสาหกรรมผลิตยางและพลาสติกสังเคราะห์ หากมีผู้ป่วยได้รับสัมผัสสารชนิดนี้ นอกจากต้องดูแลการได้รับพิษในระยะเฉียบพลันแล้ว ยังต้องตรวจติดตามผลในระยะยาวเพื่อเฝ้าระวังการเกิดมะเร็งด้วย
ค่ามาตรฐานในสถานที่ทำงาน ACGIH TLV – TWA 2 ppm || NIOSH REL – Ca || OSHA PEL – TWA 1 ppm, STEL 5 ppm || IDLH – 2000 ppm || กฎหมายไทย N/A
ค่ามาตรฐานในสิ่งแวดล้อม NAAQS – N/A || กฎหมายสิ่งแวดล้อมไทย – ตามประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติฉบับที่ 30 (พ.ศ. 2550) ค่าเฉลี่ยในอากาศ 1 ปีต้องไม่เกิน 0.33 ug/m3
ค่ามาตรฐานในร่างกาย ACGIH BEI – 1,2 Dihydroxy-4-(N-acetylcysteinyl)-butane ในปัสสาวะ หลังเลิกงาน 2.5 mg/L, Mixture of N-1 and N-2-(hydroxybutenyl)valine hemoglobin (Hb) adducts ในเลือด เจาะตรวจเวลาใดก็ได้ 2.5 pmol/g Hb
คุณสมบัติก่อมะเร็ง IARC Group 1 || ACGIH A2 Carcinogenicity
แหล่งที่พบในธรรมชาติ ไม่พบในธรรมชาติ เป็นสารปิโตรเคมีที่ได้จากการสังเคราะห์ ในชีวิตประจำวันจะพบในควันบุหรี่ได้ด้วย [1]
อุตสาหกรรมที่ใช้
เป็นผลผลิตที่เกิดขึ้นในโรงงานปิโตรเคมี เป็นสารที่ได้ระหว่างการสังเคราะห์ก๊าซเอธิลีน (ethylene)
ใช้เป็นสารตั้งต้นในอุตสาหกรรมยางสังเคราะห์ชนิด styrene-butadiene rubber (SBR) และ polybutadiene rubber
ใช้ในการผลิตพลาสติกทนความร้อน Acrylonitrile-butadiene-styrene-copolymer (ABS)
กลไกการก่อโรค การก่อโรคในระยะยาวคือทำให้เกิดมะเร็งระบบเลือด (leukemia) และระบบน้ำเหลือง (lymphoma) กลไกการก่อโรคเชื่อว่าเกิดจากสารเมตาโบไลต์กลุ่ม epoxide ที่เกิดขึ้นในร่างกาย [2]
การเตรียมตัวเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
นำผู้ป่วยออกจากจุดเกิดเหตุให้เร็วที่สุด หยุดการรั่วไหลของสารเคมี เนื่องจากสารชนิดนี้เป็นสารก่อมะเร็ง ผู้ที่เข้าไปทำการกู้ภัยควรใส่ชุดป้องกันที่เหมาะสม ที่ดีที่สุดคือชุดป้องกันชนิดที่มีถังบรรจุอากาศในตัว (Self-contained breathing apparatus, SCBA) และเนื่องจากสารนี้ติดไฟง่ายมาก ชุดกู้ภัยควรเป็นชุดกันไฟด้วย
บุคลากรทางสาธารณสุขที่ดูแลผู้ป่วยควรลดการสัมผัสต่อตนเองให้มากที่สุด ทำการล้างตัวผู้ป่วยก่อนให้การรักษา ควรทำทะเบียนผู้สัมผัสทั้งกลุ่มผู้ประสบภัยและกลุ่มบุคลากรที่เข้าไปช่วยเหลือเพื่อติดตามเฝ้าระวังในระยะยาว
อาการทางคลินิก
อาการเฉียบพลัน ถ้าอยู่ในรูปของเหลวการสัมผัสกับผิวหนังโดยตรงจะทำให้เนื้อตาย (frostbite) ถ้ากระเด็นเข้าตาจะทำให้ตาแดง อักเสบ มองภาพไม่ชัด ถ้าอยู่ในรูปก๊าซ การสูดดมเข้าไปจะทำให้เกิดอาการระคายคอ ไอ เจ็บคอ เวียนศีรษะ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ ถ้าสูดดมปริมาณมากอาจทำให้ซึมลง มองภาพไม่ชัด จนถึงหมดสติได้ [3]
อันตรายจากการระเบิด นอกจากตัวสารเองจะมีพิษแล้ว สารชนิดนี้ยังติดไฟได้ง่ายมาก หนักกว่าอากาศ และเมื่อถูกอากาศจะระเบิดได้ด้วย (NFPA Code: H2 F4 R2) ดังนั้น ผู้ประสบภัยบางส่วนอาจได้รับอันตรายจากไฟไหม้หรือแรงระเบิดถ้าอยู่ใกล้กับจุดกำเนิดการรั่วไหล
อาการระยะยาว พบว่าการสัมผัสสารชนิดนี้ทำให้เกิดมะเร็งของระบบเลือดและระบบน้ำเหลืองทั้งในหนูทดลองและจากการศึกษาทางระบาดวิทยาในมนุษย์ [4] การหลีกเลี่ยงการสัมผัสเป็นสิ่งที่ดีที่สุด กรณีรั่วไหลต้องให้ความสำคัญกับการกำจัดสารนี้ออกจากสิ่งแวดล้อม (clean-up) มีการตรวจวัดระดับสารเคมีในบรรยากาศหลังเกิดเหตุการณ์ และทางสุขภาพต้องติดตามโรคมะเร็งในระยะยาวด้วย
การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
ขึ้นกับอาการของผู้ป่วย กรณีมีอาการทางระบบหายใจควรถ่ายภาพรังสีทรวงอก (Chest X-ray)
การตรวจเลือดดูความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete blood count) ระดับน้ำตาลในเลือด (Blood sugar) ระดับเกลือแร่ในเลือด (Blood electrolyte) ตรวจปัสสาวะ (Urinalysis) ระดับก๊าซในเลือด (Blood gas) หรือการตรวจอื่นๆ ให้ขึ้นอยู่กับอาการของผู้ป่วย
การตรวจพิสูจน์การสัมผัสก๊าซ 1,3-butadiene ทำโดยการตรวจ 1,2 Dihydroxy-4-(N-acetylcysteinyl)-butane ในปัสสาวะ สามารถทำได้ถ้ามีห้องปฏิบัติการรองรับ [5]
การดูแลรักษา
ปฐมพยาบาล นำผู้ป่วยออกจากจุดเกิดเหตุให้เร็วที่สุด ให้อยู่ในที่อากาศถ่ายเทดี ทำการล้างตัว กรณีถูกของเหลวแล้วมีเนื้อตายไม่ควรถอดเสื้อผ้าผู้ป่วย เนื้อจะติดเสื้อผ้าออกมาได้ กรณีกระเด็นเข้าตาให้ถอดคอนแทคเลนส์ออกถ้าทำได้ ล้างตาด้วยน้ำเปล่า ระหว่างล้างตัวดูสัญญาณชีพ ช่วยการหายใจและระบบไหลเวียนโลหิตถ้าพบมีความผิดปกติ ใส่ท่อช่วยหายใจหากพบการหายใจล้มเหลว
การรักษาระยะเฉียบพลัน การล้างตัวเพื่อลดการสัมผัสสำคัญที่สุด ถ้าสารกระเด็นเข้าตาให้ล้างน้ำอย่างน้อย 15 นาที ล้างบริเวณผิวหนังที่สัมผัสให้มากที่สุด ช่วยการหายใจโดยให้ออกซิเจน กรณีมีแผลไฟไหม้บริเวณใบหน้า หรือสูดสำลักควันไฟ มีความเสี่ยงต่อการบวมของทางเดินหายใจต้องสังเกตการหายใจไว้ด้วย ให้สารน้ำหากมีปัญหาระบบไหลเวียนโลหิต อาการระคายคอ ไอ เจ็บคอ วิงเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ ให้รักษาตามอาการ
การดูแลระยะยาว ผู้ที่สัมผัสสารนี้มีความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งในระยะยาว ต้องทำการเฝ้าระวังมะเร็งระบบเลือดและระบบน้ำเหลืองทุกราย
การเฝ้าระวัง
สื่อสารความเสี่ยงให้ประชาชนเข้าใจ
ทำทะเบียนผู้สัมผัสสารเคมี บันทึกรายชื่อและที่อยู่ของผู้ที่สัมผัสสารนี้ทุกคน ควรตรวจดูความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (complete blood count) เป็นพื้นฐานไว้ การตรวจประเมินการสัมผัสระยะสั้นทำโดยตรวจ 1,2 Dihydroxy-4-(N-acetylcysteinyl)-butane ในปัสสาวะ จะเหมาะสมกว่าการตรวจ N-1 and N-2-(hydroxybutenyl)valine hemoglobin adducts ในเลือด ซึ่งเหมาะจะใช้ตรวจการสัมผัสสะสม การตรวจทั้ง 2 อย่างนี้จะสามารถทำได้ต้องมีห้องปฏิบัติการรองรับ การแปลผลต้องทำโดยผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น และต้องระวังผลบวกลวงจากการสูบบุหรี่
การเฝ้าระวังในระยะยาว ทางคลินิกที่ดีที่สุดคือการซักประวัติและตรวจร่างกาย ตามอาการของโรคมะเร็งระบบเลือดและน้ำเหลือง เช่น ตรวจดูความซีด คลำต่อมน้ำเหลือง ให้คำแนะนำเพื่อสังเกตอาการ แนะนำเลิกสูบบุหรี่ ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (complete blood count) เป็นระยะ หากพบเซลล์มะเร็งต้องรีบส่งตัวไปรักษาต่อทันที การตรวจติดตามควรทำอย่างน้อย 10 ปีขึ้นไป
การตรวจผลกระทบทางพันธุกรรม เช่น micronuclei, sister chromatid exchange, chromosomal aberrations, ras oncoprotein level, hypoxanthine-guanine-phosphoribosyl transferase (HPRT) mutation และการตรวจหา GSTT1 หรือ GSTM1 genotype สำหรับกรณีการเกิดมะเร็งจากสาร 1,3-butadiene แล้วนั้น ที่กล่าวมาทั้งหมด ณ ปัจจุบันยังไม่พบว่ามีการตรวจใดสามารถนำมาใช้ค้นหาความเสี่ยงของมะเร็งในระยะเริ่มแรกได้ [6]
เอกสารอ้างอิง
1. Hecht SS, Samet JM. Cigarette Smoking. In: Rom WN, Markovitz SB, eds. Environmental and occupational medicine. 4th ed. Philadelphia: Lippincott Williams & Wilkins 2007:1522 - 51.
2. Melnick RL. Rubber industry: 1,3-Butadiene. In: Stellman JM, ed. ILO Encyclopaedia of Occupational Health and Safety. 4th ed. Geneva: International Labour Office 1998.
3. International Programme on Chemical Safety. International Chemical Safety Cards (ICSCs): 1,3-Butadiene. International Labour Office, 1998.
4. Delzell E, Sathiakumar N, Hovinga M, Macaluso M, Julian J, Larson R, et al. A follow-up study of synthetic rubber workers. Toxicology. 1996;113:182-9.
5. American Conference of Governmental Industrial Hygienists (ACGIH). TLVs and BEIs. Cincinnati: American Conference of Govermental Industrial Hygienists 2009.
6. Lauwerys RR, Hoet P. Industrial chemical exposure: Guidelines for biological monitoring 3rd ed. Florida: CRC Press 2001.
คำสำคัญ (keywords): พิษวิทยา, มะเร็ง, สารเคมี